The science behind happier workplaces

“ฉันเป็นประธานบริษัท”

ได้กลายเป็นประโยคที่ได้รับความนิยมอย่างมากในโลกออนไลน์ หลังจากที่มีซีรีย์เล็กๆ ซีรีย์หนึ่ง ที่ได้มีการแสดงบทบาทสมมติให้เสมือนว่า คนทำงานในระดับจัดการสูงๆ ปลอมตัวลงมาอยู่ในตำแหน่งที่มักจะถูกดูถูก มองข้าม เพื่อทดสอบใจของพนักงานบางคนในบริษัทตัวเอง

ซึ่งมองไปมองมา ก็คล้ายคลึงกับการล้อเลียนรายการอย่าง Undercover Boss ไม่มีผิด

การปลอมตัวลงมา ถ้าลูกน้องรู้ทัน คุณก็อาจจะไม่ได้รับเสียงที่แท้จริงเช่นกัน

แต่ การที่คุณจะเป็นหัวหน้า หรือประธานที่ดีนั้น ไม่จำเป็นที่จะต้องปลอมตัวลงมาให้เสียการเสียงานแต่อย่างใด

เพียงแค่คุณนั้น ต้องมีคุณสมบัติต่อไปนี้ ถึงจะช่วยให้คุณเป็นที่เคารพ และสามารถที่จะขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้าได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้

การสื่อสารกับลูกน้อง (Communication)

การที่คุณจะสั่งงาน มอบหมายหน้าที่ ดำเนินนโยบายนั้น การสื่อสารมีความสำคัญอย่างมาก

ส่วนมากที่พนักงานมีปัญหาก็เนื่องมาจาก หัวหน้านั้นขาดไร้ซึ่งการติดต่อสื่อสารกับพวกเขา และไม่เข้าใจพนักงานเนื่องจากพอมีการสื่อสาร ก็มักจะเป็นการสื่อสารแบบทางเดียว ทำให้นำไปสู่ความขุ่นเคืองใจระหว่างกัน อีกทั้งยังจะเป็นการทำให้คุณนั้น ไม่สามารถที่จะรับทราบปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างรอบด้าน

ดังนั้น การเปิดทางสำหรับด้านการสื่อสารสองทางนั้น จึงเป็นสิ่งหนึ่งที่จะช่วยได้ ซึ่ง Happily.ai นั้นก็เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมือสื่อสารที่จะช่วยให้ลูกน้องเปิดใจ มีความรู้สึกว่าหัวหน้าแคร์พวกเขา รวมทั้งทำให้คุณเข้าใจลูกน้องของคุณได้ง่ายมากขึ้นผ่านข้อมูลที่เก็บได้จากบน App โดยคุณสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จาก บทความนี้

การมีความเห็นอกเห็นใจ (Empathy)

การเป็นหัวหน้าที่ดีนั้น จะใช้แค่ พระเดช อย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีการใช้ พระคุณ เข้ามาด้วย ถึงจะมีความเป็นหัวหน้าที่สมบูรณ์ มีคนเคารพนับถือ และพร้อมที่จะทำงานให้ โดยอย่างเช่นในเหตุการณ์ล่าสุดที่มีการระบาดของโควิด-19 พนักงานหลายคนต้องลาหยุด หรือเข้าออฟฟิสไม่ได้เพราะไม่ปลอดภัยกับทางบ้าน ถ้าคุณเป็นผู้นำที่แท้จริง คุณจะต้องมีความเห็นใจ หาทางออกให้พวกเขา ไม่ใช่ไล่พวกเขาออกให้พ้นทาง มิเช่นนั้นคุณอาจจะพบกับความล่มสลายทั้งทางด้านชื่อเสียง แบรนด์ของตัวธุรกิจ ตลอดจนถึงปัญหาขาดคนได้อย่างหนักหน่วง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคสมัย social media นี้

คิดบวก (Positivity)

คนเราคิดลบเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว เพราะภัยอันตรายมีมาก ดังนั้นการคิดลบจึงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งเพื่อการป้องกันและระแวดระวังภัย แต่ถ้าคุณเป็นหัวหน้าแล้วคิดลบตลอดเวลา นอกจากจะอันตรายต่อสุขภาพกายและจิตคุณแล้ว ยังไม่ส่งผลดีทั้งในด้านการบริหาร และการปกครองอีกต่างหาก

พนักงานจะมีความตั้งใจ ความมั่นใจในการทำงานได้อย่างไร ถ้าหัวหน้าของพวกเขา ถ้าเจ้าของบริษัท ยังไม่มีความเชื่อมั่น มั่นใจในสิ่งที่ทำเลย? ดังนั้น การเป็นหัวหน้าที่ดีจึงต้องคิดในแง่บวก คิดเชิงบวกอย่างสม่ำเสมอ ถึงแม้มันอาจจะฝืนธรรมชาติของคุณเองก็ตามที

มีวิสัยทัศน์ (Vision)

การเป็นผู้ที่ไม่มีวิสัยทัศน์นั้น หมายถึงบริษัทจะหยุดนิ่งอยู่กับที่ และเสื่อมถอยไปเรื่อยๆ เนื่องมาจากการขาดการพัฒนาทำสิ่งใหม่ๆ ดังนั้น การเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์นั้น จะต้องมีการมองไปยังอนาคตที่ยังมาไม่ถึง สำรวจความเป็นไปได้ต่างๆ เป็นกลุ่มแรกๆ ก่อนใคร อาจต้องมีการจ่ายค่าบุกเบิก หรือ pioneer cost บ้าง แต่ในความเป็นผู้นำแล้ว

“การไม่เสี่ยง คือ การที่เสี่ยงที่สุด”

ความสามารถในการปรับตัว (Resilience)

การเป็นหัวหน้า ไม่ว่าจะเป็นประธาน หรือเป็นเป็นซุปเปอร์ไวเซอร์หน้างาน ก็มักจะต้องเผชิญกับสารพัดความเปลี่ยนแปลงอย่างสม่ำเสมอ ตั้งแต่ลูกน้องพยศ เครื่องจักรเสีย เทรนด์เปลี่ยน ไปจนถึงภัยใหญ่ๆ เช่น เศรษฐกิจคว่ำ เกิดโรคระบาด หรือร้ายสุดก็เกิดสงครามขึ้นมา

แต่คนที่เป็นหัวหน้านั้น ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีความสามารถในการปรับตัวอย่างดีเยี่ยม เพราะถ้าหัวหน้าไม่สามารถพลิกตัวเองกลับมาจากจุดนั้นได้ กำลังใจของลูกน้องที่จะลุกขึ้นมาตามนั้น จะเหลือมากน้อยเพียงใด? คุณก็คงจะจินตนาการได้ไม่ยาก

คุณลองวัดค่าของทีมคุณ รวมถึงตัวคุณเอง ด้วยวิธีการจากหนังสือของเราเพื่อเตรียมตัวรับมือสิ่งที่คาดไม่ถึงในอนาคตข้างหน้า กรอกข้อมูลเพื่อดาวน์โหลดเลย: