The science behind happier workplaces

ในปัจจุบัน คุณจะเริ่มเห็นได้ชัดว่าได้มีการพูดถึงการทำงานที่เน้นการติดตามและวัดผล Performance มากขึ้น มีการค้นหาระบบจัดการผลงานที่เรียกว่า PMS หรือ Performance Management System อย่างมากมาย มีไลฟ์โค้ชสาย Motivation หยิบยกหัวข้อเรื่องการปลุกเร้าในการทำงานผลให้ก้าวล้ำ ขึ้นมาอย่างมากมาย

ความนิยมในวัฒนธรรมการทำงานที่เน้นด้าน Performance นั้น คาดว่าจะมาจากการเติบโตอย่างรวดเร็วของบริษัททั้งด้าน eCommerce และ สตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยี่ ไม่ว่าจะเป็น Alibaba, Amazon, Tesla ต่างก็มีความมุ่งเน้นในด้านการทำงานที่หนักของพนักงาน มีระบบการประเมินที่แข็งแกร่งเข้มข้น และล้วนต่างเติบโตรวดเร็วจนเป็นจุดเด่น เป็นต้นแบบให้หลายองค์กร

แต่ในช่วงระยะหลังนั้น บริษัทดังกล่าวกลับได้มีข่าวในแง่ลบเกี่ยวกับสภาพการทำงานของพนักงาน ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ออกมาจำนวนมาก เช่น สุขภาพเสื่อมโทรม, การไร้ความสุขในการทำงานในระดับที่กล่าวว่า ดีใจที่ได้ออกมาเสียที  แม้กระทั่งบางบริษัทเจอการปราบปรามจากรัฐบาลในประเทศต้นกำเนิดอย่างหนัก เนื่องด้วยข้อกล่าวหาที่ว่า ปฏิบัติกับพนักงานอย่างย่ำแย่เกินไป

รวมไปถึงงานศึกษาวิจัยจากหลากองค์กร ไม่ว่าจะเป็น Forbes, Gallup, Brightside People ต่างก็มีผลสรุปออกมาในทางเดียวกันว่า วัฒนธรรมการทำงานที่เน้นประสิทธิภาพ หรือ Performance Culture นั้นมักจะส่งผลเสียในระยะยาว

ในระดับที่เรียกว่า More Harm than Good เลยทีเดียว

โดยข้อเสียนั้นมีอย่างไรบ้าง ทางเรานั้นมี Infographic ที่เข้าใจง่าย มาให้คุณได้ศึกษาว่า ทำไมคุณถึงไม่ควรนำเอาวัฒนธรรมแบบ Performance Culture ไปใช้ในธุรกิจของคุณ ถ้าคุณต้องการที่จะให้พนักงานของคุณยังมีความต้องการในการที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการเติบโตขององค์กร และพร้อมที่จะช่วยให้องค์กรบรรลุเป้าหมายนั้น

Performance Culture Infographic from Happily.ai
กดตรงนี้เพื่อ ทดลองใช้เครื่องมือที่จะช่วยทำให้คุณทราบว่า จริงๆแล้วพนักงานยังโอเคอยู่หรือไม่