The science behind happier workplaces

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าองค์กรและหัวหน้างานต้องการพนักงานที่มีประสิทธิภาพสูงมาทำงานร่วมกัน เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ดีให้แก่ทีมและองค์กร ไม่ว่าจะเป็นการทำงานที่สอดคล้องกับเป้าหมายของทีมและองค์กร ผลิตผลงานไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์หรือบริการที่มีคุณภาพ และส่งต่อให้กับลูกค้าได้ทันเวลา และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเพื่อนร่วมงานและองค์กร เมื่อต้องการสร้างที่ทำงานที่มีความพิเศษและมีทีมทำงานที่มีประสิทธิภาพสูงๆ แล้วนั้น นักวิจัยได้กล่าวถึงความต้องการทางจิตวิทยาที่สำคัญสามสิ่งคือ การมีอิสระในตัดสินใจในงานของตนเอง (Autonomy), ทักษะความสามารถ (Competence), และความเชื่อมโยงและความสัมพันธ์ (Relatedness) มีงานวิจัยมากมายที่แสดงให้เห็นว่า ผู้คนที่มีการเติมเต็มทางด้านจิตใจนั้นจะมีแนวโน้มที่จะมีสุขภาพที่แข็งแรงกว่า มีความสุขมากกว่า และมีการทำงานที่มีประสิทธิผลมากกว่าคนที่ไม่มีการเติมเต็มในด้านนี้

และในสถานการณ์โควิด-19 นี้เองที่ทำให้ ความเชื่อมโยงและความสัมพันธ์ (Relatedness) นั้นมีความยากเพิ่มขึ้นไปอีก ในขณะที่การทำงานจากที่บ้าน (WFH) นี้มีประโยชน์ต่อการมีอิสระในการทำงาน (Autonomy) ทำให้หลายคนสามารถตัดสินใจว่าจะทำงานที่ไหนและเมื่อไรได้ แต่การขาดความใกล้ชิดกันทางกายภาพกับเพื่อนร่วมงานนี้ทำให้การสร้างสายสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมาก

งานวิจัยใหม่ๆ ยังคงแนะนำว่าทีมทำงานที่มีประสิทธิภาพสูงสุดนั้นได้ค้นพบการใช้ประโยชน์ของการเชื่อมต่อทางสังคม (Social Connections) ในช่วงการแพร่ระบาดโควิด-19 นี้ในการเติมพลังในการทำงานให้สำเร็จ รวมไปถึงผลการศึกข้อมูลของทาง Happily.ai ที่ทำการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างมิตรภาพในที่ทำงานกับความผูกพันในองค์กรของพนักงาน และเราพบว่า ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นในที่ทำงานช่วยทำให้ชีวิตการทำงานดีขึ้น เพราะพนักงานที่มีความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งกับเพื่อนร่วมงานนั้น มีแนวโน้มที่จะทำหน้าที่เป็นตัวแทนขององค์กรได้ดีกว่า รวมทั้งยังเป็นคนที่มีความผ่อนคลายในการทำงาน และรู้สึกสนุกไปกับการทำงานอีกด้วย ซึ่งผลการวิจัยเหล่านี้ทำให้องค์กรมีวิธีการที่สามารถส่งเสริมการเชื่อมต่อระหว่างพนักงานในองค์กรมากขึ้น แม้อยู่ในสภาพแวดล้อมการทำงานระยะไกล (Remote Work) หรือการทำงานแบบผสมผสาน (Hybrid Work) เพื่อสร้างทีมที่มีประสิทธิภาพสูง

แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าทีมที่มีพนักงานที่มีประสิทธิภาพสูงในองค์กรมีลักษณะอย่างไร จากบทความของ HBR Ron Friedmanได้กล่าวถึงการศึกษาข้อมูลจากพนักงานที่ทำงานอยู่ในสหรัฐอเมริกา 1,106 คน จุดประสงค์ของงานวิจัยนี้เพื่อดูว่าอะไรที่ทีมที่มีประสิทธิภาพสูงทำแตกต่างออกไป โดยพิจารณาจาก ความเชื่อมโยงและความสัมพันธ์ (Relatedness) เป็นหลัก

สิ่งที่ทีมที่มีประสิทธิภาพสูงทำกัน และแตกต่างไปจากทีมทั่วไป  มีลักษณะดังต่อไปนี้

  1. ทีมที่มีประสิทธิภาพสูงไม่กลัวการรับสายโทรศัพท์
    การสื่อสารถือเป็นสิ่งสำคัญในการทำงานร่วมกันเป็นทีมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง WFH หรือ Hybrid Work จากงานวิจัยพบว่าทีมที่มีประสิทธิภาพสูงมักจะสื่อสารบ่อยขึ้น และมีแนวโน้มที่จะสื่อสารกับเพื่อนร่วมงานโดยใช้โทรศัพท์หรือมีการพูดคุยมากกว่าทีมที่ประสบความสำเร็จน้อยกว่า (โดยเฉลี่ย 10.1 สาย เทียบกับ 6.1 สายต่อวัน)

    และจากการศึกษาอื่นๆ ยังพบอีกว่า ในขณะที่คนส่วนใหญ่มีความคิดว่าการโทรศัพท์หรือแม้แต่วิดีโอ/วอยซ์คอลจะไม่สะดวกและอึดอัดใจ นั่นเป็นความเข้าใจผิด เพราะไม่เพียงแต่การโทรศัพท์หรือวิดีโอ/วอยซ์คอลจะไม่อึดอัดอีกต่อไปในทางปฏิบัติแล้ว พวกเขายังมีแนวโน้มที่จะกระชับความสัมพันธ์และป้องกันความเข้าใจผิด ซึ่งมีส่วนทำให้ปฏิสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนร่วมทีมเกิดผลดีมากขึ้นด้วย
  2. ทีมที่มีประสิทธิภาพสูงใช้กลยุทธ์ในการประชุมมากขึ้น
    การทำงานในยุคโควิดนี้เชื่อว่าทุกคนประสบปัญหาเกี่ยวกับตารางการประชุม (โดยเฉพาะการประชุมออนไลน์) ที่แน่นทั้งวัน และมีบางส่วนที่พบเจอกับการประชุมที่ทำให้ดูดพลังงานการทำงานพอสมควร จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่การประชุมที่ดำเนินไปไม่ดีมีส่วนทำให้เกิดความไม่พอใจของพนักงาน และเกิดความเหนื่อยล้าจากการรับข้อมูลที่มากเกินไป

    ผลการวิจัยของเราระบุว่าทีมที่มีประสิทธิภาพสูงหลีกเลี่ยงการประชุมที่ดำเนินการได้ไม่ดี ด้วยการผสมผสานแนวทางปฏิบัติที่แสดงให้เห็นถึงการส่งเสริมการรวมตัวที่มีประสิทธิผลมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกเขามีแนวโน้มที่จะต้องการเตรียมการล่วงหน้าจากผู้เข้าร่วมประชุม (มีแนวโน้มมากกว่า 39%) แนะนำวาระการประชุม (มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 26%) และเริ่มต้นด้วยการเช็คอินเพื่อให้สมาชิกในทีมทราบถึงความคืบหน้าของกันและกัน (มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 55% ).

    การทำให้แน่ใจว่าเวลาที่ใช้ร่วมกันนั้นทั้งมีประสิทธิภาพและมีความร่วมมือกัน ทีมที่มีประสิทธิภาพสูงไม่เพียงแต่ทำให้การประชุมของพวกเขาดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังทำให้ที่ประชุมเป็นเวทีสำหรับการมีปฏิสัมพันธ์กันที่มีผลดีมากขึ้น เอื้อต่อความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นด้วย
  3. ทีมที่มีประสิทธิภาพสูงใช้เวลาสานสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานในการพูดคุยหัวข้อที่ไม่เกี่ยวกับงาน
    สภาพแวดล้อมการทำงานจะน่าเบื่อและตึงเครียดแค่ไหนถ้าในที่ทำงานเราพูดคุยกันเฉพาะแค่เรื่องงานเท่านั้น งานวิจัยชี้ให้เห็นว่าการพูดคุยในหัวข้อที่ไม่ใช่งานมีข้อดีที่สำคัญ นั่นเป็นเพราะว่าในการสนทนาส่วนตัว เราระบุความสนใจร่วมกัน ซึ่งส่งเสริมความชอบที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นและการเชื่อมต่อที่แท้จริง

    ในการศึกษาพบว่าสมาชิกในทีมที่มีประสิทธิภาพสูงมักจะใช้เวลาที่สำนักงานเพื่อพูดคุยเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับงานกับเพื่อนร่วมงาน (มากกว่า 25%) อย่างเห็นได้ชัด ซึ่งอาจครอบคลุมถึงกีฬา หนังสือ และครอบครัว นอกจากนี้ พวกเขายังมีโอกาสพบปะเพื่อนร่วมงานเพื่อดื่มชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า ทีมที่ดีที่สุดไม่ได้มีประสิทธิภาพมากกว่าเพราะพวกเขาทำงานตลอดเวลา ในทางตรงกันข้าม พวกเขาใช้เวลาในการเชื่อมต่อพูดคุยกันอย่างจริงใจ ซึ่งทำให้ได้มิตรภาพที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นและการทำงานเป็นทีมที่ดีขึ้นในภายหลัง
  4. ทีมที่มีประสิทธิภาพสูงให้และรับการขอบคุณกันในทีมบ่อยๆ
    การขอบคุณหรือชื่นชมยอมรับกันเป็นปัจจัยที่สำคัญของ ความเชื่อมโยงและความสัมพันธ์ (Relatedness) สิ่งนี้ทำให้สมาชิกในทีมรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งและมีคุณค่าเป็นที่ยอมรับ และนี่เป็นสาเหตุที่การยอมรับมักจะเป็นแรงกระตุ้นที่ทรงพลังมากกว่าสิ่งจูงใจที่เป็นตัวเงิน หรือกล่าวได้ว่าการชื่นชมยอมรับส่งผลต่อความสุข

    ในการศึกษาพบว่าสมาชิกของทีมที่มีประสิทธิภาพสูงรายงานว่าได้รับความชื่นชมในที่ทำงานบ่อยครั้งขึ้น ทั้งจากเพื่อนร่วมงาน (มากกว่า 72%) และผู้จัดการ (มากกว่า 79%) ในช่วงวิกฤต พวกเขายังแสดงความขอบคุณต่อเพื่อนร่วมงานบ่อยขึ้น (มากกว่า 44%) ซึ่งบอกเป็นนัยว่า ภายในทีมที่มีประสิทธิภาพสูงนี้มีการชื่นชมขอบคุณกันที่ไม่เพียงแต่ชื่นชมระหว่างหัวหน้าทีมและลูกทีม แต่ยังมีการชื่นชมและขอบคุณกันระหว่างเพื่อนร่วมทีมอีกด้วย
  5. ทีมที่มีประสิทธิภาพสูงมีความจริงใจในที่ทำงาน
    ความจริงใจในที่นี้หมายถึงการมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างที่เป็นธรรมชาติในการแสดงออกทางอารมณ์ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ในเชิงบวกหรือเชิงลบ ในงานการศึกษาพบว่า สมาชิกของทีมที่มีประสิทธิภาพสูงมีแนวโน้มที่จะแสดงอารมณ์เชิงบวกกับเพื่อนร่วมงานอย่างมีนัยสำคัญ พวกเขามักที่จะชื่นชม, เล่นตลก, และหยอกล้อเพื่อนร่วมทีมมากขึ้น ในอีเมลหรือข้อความแชท พวกเขามักจะใช้เครื่องหมาย, อีโมจิ, และ GIF ที่แสดงถึงอารมณ์ในขณะสื่อสาร

    อย่างไรก็ตาม ที่น่าสนใจคือ พวกเขายังมีแนวโน้มที่จะแสดงอารมณ์เชิงลบในที่ทำงานอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการบ่น และแสดงความเสียดสีกับเพื่อนร่วมทีม
    เหตุใดการแสดงอารมณ์เชิงลบในที่ทำงานจึงให้ผลในเชิงบวกมากกว่า เป็นเพราะว่าถ้าเรามีอารมณ์เชิงลบเกิดขึ้นแล้วพยายามระงับอารมณ์จะส่งผลเสียต่องาน เนื่องจากการระงับอารมณ์นี้ต้องใช้พลังงานทางสมองเยอะ (สมองมุ่งเน้นการรับรู้ในการซ่อนอารมณ์) และสิ่งนี้เองทำให้หลุดโฟกัสกับการทำงาน ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง

    การแสดงอารมณ์ที่ได้กล่าวมานี้แสดงถึง ความรู้สึกปลอดภัยทางจิตใจ (Psychological Safety)  ของสมาชิกในทีมในการแสดงอารมณ์อย่างเต็มที่กับเพื่อนร่วมงาน ซึ่งประสิทธิภาพการทำงานโดยรวมของทีมมีแนวโน้มที่จะได้รับประโยชน์จากความรู้สึกเช่นนี้

และเรามีเช็คลิสต์ให้ตรวจสอบว่าทีมของคุณเป็นทีมที่มีประสิทธิภาพสูงหรือไม่ โดยพิจารณาจากลักษณะที่สอดคล้องกับห้าสิ่งที่กล่าวมาข้างต้น ดังต่อไปนี้






บทสรุป

จากการพิจารณา ความเชื่อมโยงและความสัมพันธ์ (Relatedness) ที่เป็นหนึ่งในความต้องการทางจิตวิทยาในการเติมเต็มความรู้สึกที่ทำให้พนักงานมีความสุขและมีประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น ทำให้องค์กรหรือหัวหน้าทีมสามารถรู้ได้ว่าทีมใดเป็นทีมทำงานที่มีประสิทธิภาพสูง หรือถ้าต้องการสร้างทีมที่มีประสิทธิภาพสูงควรส่งเสริมการสร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างเพื่อนร่วมทีม โดยการสร้างความสัมพันธ์นี้ไม่จำเป็นต้องมีราคาแพงหรือใช้เวลานาน การนำแนวทางที่แนะนำข้างต้นไปดำเนินการในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมการสื่อสารแบบมีปฏิสัมพันธ์มากขึ้น, ส่งเสริมการประชุมที่มีประสิทธิภาพทั้งในด้านการใช้เวลาและผลลัพธ์ที่ได้จากการประชุม, ส่งเสริมความสัมพันธ์ในกิจกรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกับงาน, สนับสนุนวัฒนธรรมการชื่นชมขอบคุณกัน, และสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ทำให้พนักงานรู้สึกปลอดภัยทางด้านจิตใจ จะช่วยยกระดับประสิทธิภาพการทำงานในทีมได้

เอกสารอ้างอิง

[1] https://hbr.org/2021/10/5-things-high-performing-teams-do-differently

[2] Business photo created by senivpetro - www.freepik.com